เมื่อภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมในประเทศไทยปี 2569 ยังคงปรับตัวและผ่านช่วงเวลาที่ท้าทาย ตลาดคอนโดมิเนียมในกลุ่มระดับบนกลับแสดงผลงานที่สวนกระแสอย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะคอนโด Hi-End และคอนโดระดับ Ultra Luxury ที่ราคาตั้งตั้งแต่ 300,000 บาทต่อตารางเมตรขึ้นไป ซึ่งกลับกลายเป็นตลาดที่มีแรงซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่องทั้งจากเศรษฐีไทยและนักลงทุนชาวต่างชาติ บทความนี้จะพาไปเจาะลึกว่าอะไรที่ทำให้คอนโด Hi-End โตสวนตลาด กำลังซื้อจากต่างชาติและมาตรการวีซ่ายุคใหม่มีบทบาทอย่างไร บรานด์ด์เรสซิเดนซ์ (Branded Residence) ที่ไทยขึ้นนำในเอเชียคืออะไร และทำเลหนึ่งไหนคือทำเลทองคำที่ทั้งผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยและนักลงทุนควรจับตา
ทำไมคอนโด Hi-End ถึงโตสวนภาพรวมตลาดปี 2569
ความท้าทายของตลาดคอนโดมิเนียมโดยรวมในปีนี้ไม่สามารถปฏิเสธได้ โดยเฉพาะเมื่อกำลังซื้อคนไทยช่วงต้นปีที่แผ่วลง ราคาน้ำมันและภาระหนิ้สินครัวเรือนที่ยังกดดันการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภครายย่อย ทว่าในตลาดระดับบน กลับพบว่ายูนิตระดับลักชัวรี่ที่ราคาตั้งตั้งแต่ 300,000 บาทต่อตารางเมตรขึ้นไป ยังมียอดขายที่แข็งแรงต่อเนื่อง เนื่องจากผู้ซื้อกลุ่มนี้จำนวนมากซื้อด้วยเงินสด มีพละกำลังทางการเงินสำรอง และการมองคอนโดดิเนียมระดับ Hi-End เป็น "สินทรัพย์เก็บมูลค่า" ควบคู่กับสถานะทางสังคม ทำให้การตัดสินใจซื้อไม่ผูกกับเงื่อนไขเงินกู้หรืออัตราดอกเบี้ยในช่วงสั้น
จากรายงานของคอลเลียร์ส ประเทศไทย ตลาดคอนโดมิเนียมระดับ Ultra Luxury ในกรุงเทพฯ มีการกระจุกตัวในย่าน Super Prime Area ที่หายากที่สุด เช่น ทองหล่อ–พร้อมพงษ์–เอกมัย วิทยุ–หลังสวน–ลุมพินี และสาทร รวมถึงพื้นที่ริมน้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นทำเลที่มีความต้องการสูงจากทั้งผู้มีฐานะไทยและนักลงทุนต่างชาติ ด้วยเหตุผลเรื่องความสะดวกในการเดินทาง ความใกล้ชิดย่านธุรกิจ โรงแรมระดับ 5 ดาว และแหล่งช้อปปิ้งพรีเมียม ขณะที่ข้อมูลเชิงสถิติยังชี้ว่าตลอด 10 ปีที่ผ่านมา กรุงเทพฯ มีคอนโดมิเนียม Ultra Luxury เปิดขายใหม่รวมกัน 6,625 ยูนิต มีมูลค่าการพัฒนารวมมากกว่า 205,090 ล้านบาท และแม้ภาพรวมตลาดจะชะลอตัว แต่ตลาดชั้นบนยังมีการเปิดขายใหม่ในระดับสูง ถึงขั้นมีโครงการที่ทำราคาสถิติใหม่สูงถึง 1,000,000 บาทต่อตารางเมตร
เมื่อเศรษฐีโลกมองหาสินทรัพย์เก็บมูลค่า กรุงเทพฯ กำลังถูกยกระดับให้เป็นหนึ่งใน Luxury Real Estate Hub ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เทียบเท่าสิงคโปร์และฮ่องกง ด้วยจุดเด่นเรื่องราคาต่อตารางเมตรที่ต่ำกว่าเมืองใหญ่ระดับโลกอย่างมีนัยสำคัญ
| ตัวชี้วัดตลาด Ultra Luxury | ข้อมูลล่าสุด | แนวโน้ม |
|---|---|---|
| เกณฑ์ราคาตลาด Ultra Luxury กรุงเทพฯ | ราคาขายเฉลี่ยมากกว่า 300,000 บาท/ตร.ม. | ▲ เปิดขายใหม่เพิ่มขึ้น |
| ยูนิต Ultra Luxury เปิดขายใหม่สะสม 10 ปี | 6,625 ยูนิต มูลค่ารวมกว่า 205,090 ล้านบาท | ▲ ฝ่าดวงช่วงปี 2567 มีเปิดขายใหม่ 958 ยูนิต |
| ราคาขายต่อตารางเมตรสูงสุดที่เป็นสถิติ | ประมาณ 1,000,000 บาท/ตร.ม. (ยูนิตสูงสุดกว่า 1,400 ล้านบาท) | ▲ สถิติใหม่ |
| การทำนายการเปิดขายใหม่ช่วงปลายปี 2568–2569 | มากกว่า 1,000 ยูนิต จากผู้พัฒนารายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ | ▲ แข่งขันดุเดือดขึ้น |
| สัดส่วนทำเล City Area ต่อยอดขาย Ultra Luxury | มากกว่า 80% อยู่ในสุขุมวิท ทองหล่อ ชิดลม สาทร | — มั่นคง |
Branded Residence: ปีนที่ไทยขึ้นนำตลาดอันดับหนึ่งในเอเชีย
ปรากฏการณ์ที่สำคัญที่สุดของตลาดคอนโด Hi-End ในปีนี้คือการเติบโตของ Branded Residence หรือคอนโดมิเนียมที่ร่วมแบรนด์กับโรงแรมระดับโลกและดีไซน์เฮาส์ชั้นนำ ซึ่งเป็นการ "ขายประสบการณ์และไลฟ์สไตล์" มากกว่าการขายพื้นที่อยู่อาศัยอย่างเดียว จากข้อมูลของ C9 Hotelworks ในรายงาน Asia Branded Residences Market Review 2026 ประเทศไทยกลายเป็นตลาด Branded Residence ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียด้วยจำนวนยูนิตเปิดขายแล้วสูงสุดในภูมิภาค
ตัวเลขทางเศรษฐกิจระบุว่าตลาด Branded Residence ของไทยมีมูลค่ารวมถึง 205.3 พันล้านบาท (ประมาณ 6.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในปี 2569 เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 13.3% มียูนิตเปิดขายแล้ว 13,124 ยูนิต รวม 63 โครงการ และคิดเป็น 26% ของซัพพลาย Branded Residence ในเอเชียทั้งภูมิภาค ซึ่งสูงเป็นอันดับหนึ่ง ขณะที่ตลาดเอเชียโดยรวมมีมูลค่าถึง 1.3 ล้านล้านบาทและเติบโตถึง 30.3% ในปีเดียวกัน กรุงเทพฯ ครองตำแหน่งตลาดเมืองใหญ่อันดับหนึ่งของประเทศด้วยยูนิตสะสม 5,031 ยูนิต รองลงมาคือภูเก็ตที่ 3,465 ยูนิต
| ตัวชี้วัดตลาด Branded Residence เอเชียปี 2569 | ประเทศไทย | เปรียบเทียบภูมิภาค |
|---|---|---|
| มูลค่าตลาด | 205.3 พันล้านบาท (เพิ่ม 13.3% YoY) | ตลาดเอเชียรวม 1.3 ล้านล้านบาท (เพิ่ม 30.3%) |
| ยูนิตเปิดขายแล้ว | 13,124 ยูนิต (63 โครงการ) | เอเชียรวม 50,025 ยูนิต |
| สัดส่วนซัพพลายเอเชีย | 26% (สูงสุดในภูมิภาค) | — |
| จำนวนโครงการระดับลักชัวรี่ | 30 โครงการ (อันดับ 1) | เวียดนาม 18 โครงการ เกาหลีใต้ 13 โครงการ |
| ยูนิตในตลาดกรุงเทพฯ | 5,031 ยูนิต (อันดับ 1 ของไทย) | ภูเก็ต 3,465 ยูนิต |
| Standalone Branded Residence (ไม่ใช่แบรนด์โรงแรม) | 3,008 ยูนิต คิดเป็น 22% ของซัพพลาย | ค่าเฉลี่ยเอเชีย 17% |
จุดที่ควรให้ความสนใจคือ ประเทศไทยนำเอเชียด้านจำนวนโครงการแบรนด์ระดับลักชัวรี่ถึง 30 โครงการ ประกอบกับกระแสใหม่ที่แบรนด์นอกวงการโรงแรม เช่น Porsche Design และแบรนด์แฟชั่นระดับสูง เริ่มเข้าสู่ตลาดที่พักอาศัยมากขึ้น ส่วนเทรนด์การแข่งขันก็เปลี่ยนจากการใช้ชื่อแบรนด์อย่างเดียว ไปสู่การแข่งขันด้วยแพลตฟอร์มการจัดการสิทธิประโยชน์ของเจ้าของ สิทธิพิเศษของสมาชิก และการเชื่อมโยงประสบการณ์ระดับโลกหลังการโอน ซึ่งทั้งหมดนี้เพิ่มคุณค่าระยะยาวให้กับผู้ซื้อคอนโด Hi-End อย่างแท้จริง
กำลังซื้อชาวต่างชาติ: ภาพที่ซับซ้อนกว่าที่หลายคนคิด
ข้อเท็จจริงสองด้านของดีมานด์ต่างชาติปี 2569
เมื่อพูดถึงกำลังซื้อต่างชาติต่อคอนโด Hi-End จำเป็นต้องมองข้อมูลให้ครบสองมิติ ด้านหนึ่ง คือความคึกคักของตลาดชั้นบนที่นักลงทุนระดับเศรษฐีจากยุโรป ตะวันออกกลาง และอินเดีย เข้ามาซื้อยูนิตใหญ่ราคาสูง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ซื้ออินเดียที่กลายเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่เลือกยูนิตขนาดใหญ่ราคาสูง สะท้อนว่าดีมานด์คุณภาพสูงยังมีอยู่จริง อีกด้านหนึ่ง คือข้อมูลการโอนกรรมสิทธิ์จากศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่ชี้ว่าในไตรมาสแรกของปี 2569 การโอนคอนโดของชาวต่างชาติในกรุงเทพฯ และปริมณฑลลดลงถึง 35% เป็น 1,239 ยูนิต มูลค่า 6.5 พันล้านบาท ส่วนหนึ่งเพราะผู้ซื้อกลุ่มหลักอย่างจีนและเมียนมาซึ่งครองสัดส่วนประมาณ 60% ของการโอนชะลอตัวลง และทั้งปี 2569 อาจหดตัวลงประมาณ 20% ซึ่งจะเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 5 ปี
สำหรับตลาดต่างจังหวัด สถานการณ์กลับเป็นภาพบวก โดยมูลค่าการโอนโต 10% เป็น 6.9 พันล้านบาท จากการที่ผู้ซื้อชาวยุโรป เช่น รัสเซีย ฝรั่งเศส เยอรมนี และสหราชอาณาจักร นิยมซื้อในเมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตและชลบุรี ภาพรวมจึงบอกเราว่าตลาดคอนโด Hi-End กรุงเทพฯ เป็นตลาดที่แข่งขันด้วยคุณภาพสินทรัพย์และทำเล เป็นหลัก ผู้พัฒนาจึงต้องจัดสินทรัพย์ให้ตรงกับกำลังซื้อจริงของผู้มีฐานะสูงแทนการพึ่งพาปริมาณผู้ซื้อทั่วไป
มาตรการวีซ่ายุคใหม่: กุญแจที่ปลดล็อกกำลังซื้อระยะยาว
สิ่งที่เปลี่ยนเกมนี้ในปี 2569 คือมาตรการวีซ่าระยะยาวที่เชื่อมโยงกับการซื้ออสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบาย Extended Premium Visa (EPU) และการปรับกลไกวีซ่านักลงทุนของรัฐบาล โดยผู้ซื้อชาวต่างชาติที่ซื้อคอนโดมิเนียมมูลค่าขั้นต่ำประมาณ 3 ล้านบาท สามารถยื่นขอวีซ่าพำนักอาศัยระยะยาวได้ ซึ่งลดเงื่อนไขจากเดิมที่ต้องมีการลงทุนสูงถึงราว 10 ล้านบาท เงื่อนไขหลักได้แก่ เป็นโครงการที่โอนกรรมสิทธิ์แล้ว มีวีซ่าพื้นฐานอยู่แล้ว และต้องยื่นคำขอภายในช่วงเวลาที่กำหนด สิทธิประโยชน์ครอบคลุมการพำนักอาศัยต่อเนื่องได้นานขึ้น การนำครอบครัวมาอยู่ด้วย และการเข้าถึงบริการทางการเงินในไทย
อย่างไรก็ตาม ผู้ซื้อควรตระหนักว่าวีซ่าประเภทนี้อยู่ภายใต้การอนุมัติของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและไม่รับประกันผลลัพธ์ 100% จึงไม่ควรตัดสินใจซื้อโดยมีวีซ่าเป็นเหตุผลหลัก แต่ควรมองวีซ่าเป็นสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากการครอบครองสินทรัพย์คุณภาพดี ส่วนผู้ซื้อที่มีกำลังเงินสูงกว่านั้น Thailand Privilege (Thailand Elite Visa) และวีซ่าผู้พำนักระยะยาวสำหรับผู้ครอบทรัพย์สินกว่าหนึ่งไร่ ก็ยังเป็นทางเลือกที่เสริมสภาพคล่องของตลาดระดับบนให้แข็งแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เจาะทำเล Super Prime และทำเลกำลังโต
ทำเลคือหัวใจของคอนโด Hi-End เพราะนอกจากจะกำหนดราคาต่อตารางเมตรแล้ว ยังสะท้อนความต้องการและศักยภาพผลตอบแทนในอนาคต จากข้อมูลของคอลเลียร์ส ทำเลกลางเมือง (City Area) ครอบครองจิตใจผู้ซื้อคอนโดดิเนียมชั้นบนมากกว่า 80% ของทั้งตลาด โดยสุขุมวิท ทองหล่อ ชิดลม และสาทร ให้ความสะดวกรวมถึงช่วงเวลาเดินทางต่อระบบขนส่งมวลชน ความใกล้ชิดร้านอาหารระดับพรีเมียมและศูนย์การค้าชั้นนำ ขณะที่ราคาที่ดินย่านวิทยุ เพลินจิต และชิดลม ปัจจุบันสูงกว่า 4 ล้านบาทต่อตารางวาในบางแปลง ซึ่งเป็นตัวแปลสำคัญที่ผลักดันให้ราคาโครงการระดับบนขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ
สำหรับทำเลริมน้ำเจ้าพระยา เช่น Banyan Tree Riverside และ The Residences @ Mandarin Oriental จุดขายคือความเป็น Low-Rise หรือ Boutique Residences ที่ให้ความเป็นส่วนตัวสูงสุด เหมาะกับผู้ซื้อที่มุ่งเน้นความหรูหราและเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากกว่าความสะดวกเรื่องทำเล ในขณะที่ทำเลขอบเมืองด้านตะวันออก (Eastern Fringe) อย่างบ้างนา–บางนา เอกมัยตอนปลาย หรือพัฒนาการ ได้กลายเป็นทำเลหน้ารักสำหรับนักลงทุนที่มองหาผลตอบแทนระยะยาว ด้วยราคาที่จับต้องได้กว่าและศักยภาพการเพิ่มมูลค่าในอนาคต ซึ่งสรุปเปรียบเทียบทำเลทั้งสามกลุ่มได้ดังนี้
| กลุ่มทำเล | จุดแข็ง | เหมาะกับใคร |
|---|---|---|
| City Area (สุขุมวิท ทองหล่อ ชิดลม สาทร) | เดินทางสะดวก ใกล้ย่านธุรกิจและไลฟ์สไตล์พรีเมียม ราคาขายต่อและเช่าต่อแข็งแรง | ผู้ซื้อที่ใช้ชีวิตจริงในเมือง ผู้บริหารระดับสูง ผู้ให้เช่าแก่พนักงานบริษัทยุโรป |
| Riverside (ริมเจ้าพระยา) | ความสงบ เป็นส่วนตัว เอกลักษณ์โปรเจกต์แบบ Boutique | ผู้มีฐานะสูงที่พักอาศัยจริง เน้นคุณภาพชีวิตและความเป็นเฉพาะตัว |
| Eastern Fringe (บางนา เอกมัย–พัฒนาการ) | ราคาเข้าถึงง่ายกว่า ศักยภาพเพิ่มมูลค่าระยะยาวจากการขยายตัวของเมือง | นักลงทุนระยะยาว ผู้ซื้อรายแรกที่เลือกขึ้นบันไดสู่ตลาดลักชัวรี่ |
สิ่งที่ผู้ซื้อและนักลงทุนต้องเช็กก่อนตัดสินใจ
แม้ตลาดคอนโดดิเนียมชั้นบนจะคึกคัก แต่การตัดสินใจซื้อมูลค่าหลักหลายสิบล้านบาทต้องอาศัยการตรวจสอบอย่างละเอียด สิ่งแรกคือศักยภาพการเช่าต่อในยูนิตระดับสูงซึ่งขึ้นอยู่กับกลุ่มผู้เช่าจำเพาะ เช่น เจ้าหน้าที่อาวุโสของบริษัทข้ามชาติและนักการทูต จึงควรสังเกตสัดส่วนยูนิตว่างในโครงการเดิมของผู้พัฒนาเดียวกัน สิ่งที่สองคือค่าใช้จ่ายร่วมต่อเดือนในตึกชั้นบนมักสูงกว่าตึกทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญเนื่องจากบริการระดับโรงแรมและระบบความปลอดภัยเข้มงวด จึงต้องคำนวณ Net Yield จากเงินเช่าจริงลบด้วยค่าใช้จ่ายทั้งหมด
สิ่งที่สามคือความน่าเชื่อถือของผู้พัฒนาและคู่ค้าแบรนด์ในกรณี Branded Residence ซึ่งผู้ซื้อควรตรวจสอบสัญญาการใช้ชื่อแบรนด์และบริการหลังโอนว่าครอบคลุมระยะยาวหรือไม่ สิ่งที่สี่คือโควตาต่างชาติ 49% ของพื้นที่ขายนรวมต่ออาคาร ซึ่งยังเป็นข้อกำหนดปัจจุบันและเป็นกลไกสำคัญที่ควบคุมความหายากของยูนิตในตึกเดียวกันที่นักลงทุนควรตรวจสอบก่อนจอง และสิ่งสุดท้ายคือเงื่อนไขด้านภาษีและธุรกรรมสำหรับผู้ซื้อชาวต่างชาติรวมถึงกระบวนการโอนเงินจากต่างประเทศที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะการวางแผนการเงินที่ไม่ครบถ้วนอาจกลายเป็นต้นทุนแฝงที่ลดผลตอบแทนได้
บทสรุป: คอนโดดิเนียม Hi-End ปี 2569 คือตลาดของผู้เล่นระดับสูง
ตลาดคอนโด Hi-End ในปี 2569 สะท้อนภาพของตลาดที่ "เลือกผู้เล่น" อย่างชัดเจน ด้วยแรงขับเคลื่อนจากกำลังซื้อสินทรัพย์ของเศรษฐีไทยและต่างชาติ การขึ้นนำของ Branded Residence ในระดับเอเชีย และนโยบายวีซ่าที่ช่วยเชื่อมโยงการครอบครองอสังหาริมทรัพย์เข้ากับวิถีชีวิตระยะยาวในไทย ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยให้ตลาดชั้นบนยังคงเติบโตแม้ตลาดโดยรวมจะปรับตัว สำหรับผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัย จุดตัดสินใจที่ดีที่สุดคือทำเล Super Prime ที่หายากและผู้พัฒนาที่มีประวัติผลงานชัดเจน ส่วนนักลงทุนควรเน้นการเลือกที่ให้ผลตอบแทนจากเงินเช่าจริงพร้อมประเมินค่าใช้จ่ายร่วมอย่างสมจริง หากทำได้ถูกต้อง คอนโดดิเนียมระดับ Hi-End ยังคงเป็นหนึ่งในช่องทางลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่มีศักยภาพเก็บมูลค่าได้แข็งแรงที่สุดในกรุงเทพฯ ในช่วงทศวรรษนี้
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
1. คอนโดดิเนียม Hi-End ต่างจากคอนโดทั่วไปอย่างไร
คอนโดดิเนียม Hi-End หมายถึงคอนโดมิเนียมที่ราคาตั้งอยู่ในระดับสูง ซึ่งโดยทั่วไปเริ่มต้นที่ประมาณ 300,000 บาทต่อตารางเมตรขึ้นไป มีจุดเด่นที่ทำเลหายากในงานพัฒนาโดยผู้พัฒนาระดับประเทศหรือระดับโลก วัสดุและการออกแบบมาตรฐานสากล และบริการระดับโรงแรม บางโครงการร่วมแบรนด์กับโรงแรมระดับ 5 ดาวหรือดีไซน์เฮาส์ชั้นนำ ซึ่งทำให้มีคุณค่าเชิงแบรนด์และศักยภาพเก็บมูลค่าสูงกว่าตลาดทั่วไป
2. ชาวต่างชาติซื้อคอนโดมิเนียมในไทยได้อย่างไร มีข้อจำกัดใดบ้าง
ชาวต่างชาติสามารถครอบครองคอนโดมิเนียมในรูปแบบกรรมสิทธิ์โดยมีชื่อตรง (Freehold) ได้ภายใต้โควตา 49% ของพื้นที่ขายนรวมในแต่ละอาคาร ต้องใช้เงินนำเข้าจากต่างประเทศอย่างถูกต้องและมีหลักฐานแสดงต่อกรมที่ดิน นอกจากนี้ยังมีทางเลือกอื่น เช่น เช่าระยะยาว 30 ปี หรือซื้อผ่านนิติบุคคลที่ชาวต่างชาติถือหุ้นไม่เกิน 49% ทั้งนี้ข้อเสนอเพิ่มโควตาต่างชาติยังไม่ใช่กฎหมายที่มีผลบังคับใช้ในปัจจุบัน จึงไม่ควรวางแผนโดยคาดหวังว่าข้อเสนอดังกล่าวจะผ่านการบังคับใช้
3. ลงทุน Branded Residence ให้ผลตอบแทนดีกว่าคอนโดธรรมดาที่ทำเลเดียวกันหรือไม่
ไม่มีคำตอบตายตัว เพราะ Branded Residence มักมีราคาเข้าซื้อสูงกว่าทีมี่ (พรมีเอียม) และค่าใช้จ่ายร่วมสูงกว่า แต่มักได้รับประโยชน์ตอบแทนด้วยค่าเช่าที่สูงกว่า สัดส่วนยูนิตว่างที่ต่ำกว่า และสภาพคล่องขายต่อที่ดีกว่าเพราะแบรนด์ช่วยเสริมความน่าเชื่อถือ ผู้ลงทุนควรเปรียบเทียบ Net Yield หลังหักค่าใช้จ่ายร่วมและภาษีอย่างเป็นธรรม และตรวจสอบสัญญาการจัดการหลังโอนก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิง
- Think of Living — ตลาดคอนโดมิเนียม Ultra Luxury กรุงเทพฯ พุ่งต่อเนื่อง (คอลเลียร์ส ประเทศไทย)
- C9 Hotelworks — Thailand's Branded Residences Market Tops THB 205bn (Asia Branded Residences Market Review 2026)
- ศูนย์วิจัยกสิกรไทย — ปี 2569 คาดต่างชาติซื้อคอนโดมิเนียมลดลง 20%
- TheRealtors — ซื้อคอนโด 3 ล้าน ได้ Long Stay Visa หรือไม่ (อัปเดตปี 2569)
