BKKasset · Journal

คอนโด Hi-End 2569: Branded Residence ครองตลาดเอเชีย กำลังซื้อต่างชาติ และทำเล Super Prime ที่โตสวนตลาด

คอนโด Hi-End 2569: Branded Residence ครองตลาดเอเชีย กำลังซื้อต่างชาติ และทำเล Super Prime ที่โตสวนตลาด

เมื่อภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมในประเทศไทยปี 2569 ยังคงปรับตัวและผ่านช่วงเวลาที่ท้าทาย ตลาดคอนโดมิเนียมในกลุ่มระดับบนกลับแสดงผลงานที่สวนกระแสอย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะคอนโด Hi-End และคอนโดระดับ Ultra Luxury ที่ราคาตั้งตั้งแต่ 300,000 บาทต่อตารางเมตรขึ้นไป ซึ่งกลับกลายเป็นตลาดที่มีแรงซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่องทั้งจากเศรษฐีไทยและนักลงทุนชาวต่างชาติ บทความนี้จะพาไปเจาะลึกว่าอะไรที่ทำให้คอนโด Hi-End โตสวนตลาด กำลังซื้อจากต่างชาติและมาตรการวีซ่ายุคใหม่มีบทบาทอย่างไร บรานด์ด์เรสซิเดนซ์ (Branded Residence) ที่ไทยขึ้นนำในเอเชียคืออะไร และทำเลหนึ่งไหนคือทำเลทองคำที่ทั้งผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยและนักลงทุนควรจับตา

ทำไมคอนโด Hi-End ถึงโตสวนภาพรวมตลาดปี 2569

ความท้าทายของตลาดคอนโดมิเนียมโดยรวมในปีนี้ไม่สามารถปฏิเสธได้ โดยเฉพาะเมื่อกำลังซื้อคนไทยช่วงต้นปีที่แผ่วลง ราคาน้ำมันและภาระหนิ้สินครัวเรือนที่ยังกดดันการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภครายย่อย ทว่าในตลาดระดับบน กลับพบว่ายูนิตระดับลักชัวรี่ที่ราคาตั้งตั้งแต่ 300,000 บาทต่อตารางเมตรขึ้นไป ยังมียอดขายที่แข็งแรงต่อเนื่อง เนื่องจากผู้ซื้อกลุ่มนี้จำนวนมากซื้อด้วยเงินสด มีพละกำลังทางการเงินสำรอง และการมองคอนโดดิเนียมระดับ Hi-End เป็น "สินทรัพย์เก็บมูลค่า" ควบคู่กับสถานะทางสังคม ทำให้การตัดสินใจซื้อไม่ผูกกับเงื่อนไขเงินกู้หรืออัตราดอกเบี้ยในช่วงสั้น

จากรายงานของคอลเลียร์ส ประเทศไทย ตลาดคอนโดมิเนียมระดับ Ultra Luxury ในกรุงเทพฯ มีการกระจุกตัวในย่าน Super Prime Area ที่หายากที่สุด เช่น ทองหล่อ–พร้อมพงษ์–เอกมัย วิทยุ–หลังสวน–ลุมพินี และสาทร รวมถึงพื้นที่ริมน้ำเจ้าพระยา ซึ่งเป็นทำเลที่มีความต้องการสูงจากทั้งผู้มีฐานะไทยและนักลงทุนต่างชาติ ด้วยเหตุผลเรื่องความสะดวกในการเดินทาง ความใกล้ชิดย่านธุรกิจ โรงแรมระดับ 5 ดาว และแหล่งช้อปปิ้งพรีเมียม ขณะที่ข้อมูลเชิงสถิติยังชี้ว่าตลอด 10 ปีที่ผ่านมา กรุงเทพฯ มีคอนโดมิเนียม Ultra Luxury เปิดขายใหม่รวมกัน 6,625 ยูนิต มีมูลค่าการพัฒนารวมมากกว่า 205,090 ล้านบาท และแม้ภาพรวมตลาดจะชะลอตัว แต่ตลาดชั้นบนยังมีการเปิดขายใหม่ในระดับสูง ถึงขั้นมีโครงการที่ทำราคาสถิติใหม่สูงถึง 1,000,000 บาทต่อตารางเมตร

เมื่อเศรษฐีโลกมองหาสินทรัพย์เก็บมูลค่า กรุงเทพฯ กำลังถูกยกระดับให้เป็นหนึ่งใน Luxury Real Estate Hub ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เทียบเท่าสิงคโปร์และฮ่องกง ด้วยจุดเด่นเรื่องราคาต่อตารางเมตรที่ต่ำกว่าเมืองใหญ่ระดับโลกอย่างมีนัยสำคัญ

ตัวชี้วัดตลาด Ultra Luxury ข้อมูลล่าสุด แนวโน้ม
เกณฑ์ราคาตลาด Ultra Luxury กรุงเทพฯ ราคาขายเฉลี่ยมากกว่า 300,000 บาท/ตร.ม. ▲ เปิดขายใหม่เพิ่มขึ้น
ยูนิต Ultra Luxury เปิดขายใหม่สะสม 10 ปี 6,625 ยูนิต มูลค่ารวมกว่า 205,090 ล้านบาท ▲ ฝ่าดวงช่วงปี 2567 มีเปิดขายใหม่ 958 ยูนิต
ราคาขายต่อตารางเมตรสูงสุดที่เป็นสถิติ ประมาณ 1,000,000 บาท/ตร.ม. (ยูนิตสูงสุดกว่า 1,400 ล้านบาท) ▲ สถิติใหม่
การทำนายการเปิดขายใหม่ช่วงปลายปี 2568–2569 มากกว่า 1,000 ยูนิต จากผู้พัฒนารายใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ ▲ แข่งขันดุเดือดขึ้น
สัดส่วนทำเล City Area ต่อยอดขาย Ultra Luxury มากกว่า 80% อยู่ในสุขุมวิท ทองหล่อ ชิดลม สาทร — มั่นคง

Branded Residence: ปีนที่ไทยขึ้นนำตลาดอันดับหนึ่งในเอเชีย

ปรากฏการณ์ที่สำคัญที่สุดของตลาดคอนโด Hi-End ในปีนี้คือการเติบโตของ Branded Residence หรือคอนโดมิเนียมที่ร่วมแบรนด์กับโรงแรมระดับโลกและดีไซน์เฮาส์ชั้นนำ ซึ่งเป็นการ "ขายประสบการณ์และไลฟ์สไตล์" มากกว่าการขายพื้นที่อยู่อาศัยอย่างเดียว จากข้อมูลของ C9 Hotelworks ในรายงาน Asia Branded Residences Market Review 2026 ประเทศไทยกลายเป็นตลาด Branded Residence ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียด้วยจำนวนยูนิตเปิดขายแล้วสูงสุดในภูมิภาค

ตัวเลขทางเศรษฐกิจระบุว่าตลาด Branded Residence ของไทยมีมูลค่ารวมถึง 205.3 พันล้านบาท (ประมาณ 6.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในปี 2569 เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 13.3% มียูนิตเปิดขายแล้ว 13,124 ยูนิต รวม 63 โครงการ และคิดเป็น 26% ของซัพพลาย Branded Residence ในเอเชียทั้งภูมิภาค ซึ่งสูงเป็นอันดับหนึ่ง ขณะที่ตลาดเอเชียโดยรวมมีมูลค่าถึง 1.3 ล้านล้านบาทและเติบโตถึง 30.3% ในปีเดียวกัน กรุงเทพฯ ครองตำแหน่งตลาดเมืองใหญ่อันดับหนึ่งของประเทศด้วยยูนิตสะสม 5,031 ยูนิต รองลงมาคือภูเก็ตที่ 3,465 ยูนิต

ตัวชี้วัดตลาด Branded Residence เอเชียปี 2569 ประเทศไทย เปรียบเทียบภูมิภาค
มูลค่าตลาด 205.3 พันล้านบาท (เพิ่ม 13.3% YoY) ตลาดเอเชียรวม 1.3 ล้านล้านบาท (เพิ่ม 30.3%)
ยูนิตเปิดขายแล้ว 13,124 ยูนิต (63 โครงการ) เอเชียรวม 50,025 ยูนิต
สัดส่วนซัพพลายเอเชีย 26% (สูงสุดในภูมิภาค)
จำนวนโครงการระดับลักชัวรี่ 30 โครงการ (อันดับ 1) เวียดนาม 18 โครงการ เกาหลีใต้ 13 โครงการ
ยูนิตในตลาดกรุงเทพฯ 5,031 ยูนิต (อันดับ 1 ของไทย) ภูเก็ต 3,465 ยูนิต
Standalone Branded Residence (ไม่ใช่แบรนด์โรงแรม) 3,008 ยูนิต คิดเป็น 22% ของซัพพลาย ค่าเฉลี่ยเอเชีย 17%

จุดที่ควรให้ความสนใจคือ ประเทศไทยนำเอเชียด้านจำนวนโครงการแบรนด์ระดับลักชัวรี่ถึง 30 โครงการ ประกอบกับกระแสใหม่ที่แบรนด์นอกวงการโรงแรม เช่น Porsche Design และแบรนด์แฟชั่นระดับสูง เริ่มเข้าสู่ตลาดที่พักอาศัยมากขึ้น ส่วนเทรนด์การแข่งขันก็เปลี่ยนจากการใช้ชื่อแบรนด์อย่างเดียว ไปสู่การแข่งขันด้วยแพลตฟอร์มการจัดการสิทธิประโยชน์ของเจ้าของ สิทธิพิเศษของสมาชิก และการเชื่อมโยงประสบการณ์ระดับโลกหลังการโอน ซึ่งทั้งหมดนี้เพิ่มคุณค่าระยะยาวให้กับผู้ซื้อคอนโด Hi-End อย่างแท้จริง

กำลังซื้อชาวต่างชาติ: ภาพที่ซับซ้อนกว่าที่หลายคนคิด

ข้อเท็จจริงสองด้านของดีมานด์ต่างชาติปี 2569

เมื่อพูดถึงกำลังซื้อต่างชาติต่อคอนโด Hi-End จำเป็นต้องมองข้อมูลให้ครบสองมิติ ด้านหนึ่ง คือความคึกคักของตลาดชั้นบนที่นักลงทุนระดับเศรษฐีจากยุโรป ตะวันออกกลาง และอินเดีย เข้ามาซื้อยูนิตใหญ่ราคาสูง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ซื้ออินเดียที่กลายเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่เลือกยูนิตขนาดใหญ่ราคาสูง สะท้อนว่าดีมานด์คุณภาพสูงยังมีอยู่จริง อีกด้านหนึ่ง คือข้อมูลการโอนกรรมสิทธิ์จากศูนย์วิจัยกสิกรไทยที่ชี้ว่าในไตรมาสแรกของปี 2569 การโอนคอนโดของชาวต่างชาติในกรุงเทพฯ และปริมณฑลลดลงถึง 35% เป็น 1,239 ยูนิต มูลค่า 6.5 พันล้านบาท ส่วนหนึ่งเพราะผู้ซื้อกลุ่มหลักอย่างจีนและเมียนมาซึ่งครองสัดส่วนประมาณ 60% ของการโอนชะลอตัวลง และทั้งปี 2569 อาจหดตัวลงประมาณ 20% ซึ่งจะเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 5 ปี

สำหรับตลาดต่างจังหวัด สถานการณ์กลับเป็นภาพบวก โดยมูลค่าการโอนโต 10% เป็น 6.9 พันล้านบาท จากการที่ผู้ซื้อชาวยุโรป เช่น รัสเซีย ฝรั่งเศส เยอรมนี และสหราชอาณาจักร นิยมซื้อในเมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตและชลบุรี ภาพรวมจึงบอกเราว่าตลาดคอนโด Hi-End กรุงเทพฯ เป็นตลาดที่แข่งขันด้วยคุณภาพสินทรัพย์และทำเล เป็นหลัก ผู้พัฒนาจึงต้องจัดสินทรัพย์ให้ตรงกับกำลังซื้อจริงของผู้มีฐานะสูงแทนการพึ่งพาปริมาณผู้ซื้อทั่วไป

มาตรการวีซ่ายุคใหม่: กุญแจที่ปลดล็อกกำลังซื้อระยะยาว

สิ่งที่เปลี่ยนเกมนี้ในปี 2569 คือมาตรการวีซ่าระยะยาวที่เชื่อมโยงกับการซื้ออสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบาย Extended Premium Visa (EPU) และการปรับกลไกวีซ่านักลงทุนของรัฐบาล โดยผู้ซื้อชาวต่างชาติที่ซื้อคอนโดมิเนียมมูลค่าขั้นต่ำประมาณ 3 ล้านบาท สามารถยื่นขอวีซ่าพำนักอาศัยระยะยาวได้ ซึ่งลดเงื่อนไขจากเดิมที่ต้องมีการลงทุนสูงถึงราว 10 ล้านบาท เงื่อนไขหลักได้แก่ เป็นโครงการที่โอนกรรมสิทธิ์แล้ว มีวีซ่าพื้นฐานอยู่แล้ว และต้องยื่นคำขอภายในช่วงเวลาที่กำหนด สิทธิประโยชน์ครอบคลุมการพำนักอาศัยต่อเนื่องได้นานขึ้น การนำครอบครัวมาอยู่ด้วย และการเข้าถึงบริการทางการเงินในไทย

อย่างไรก็ตาม ผู้ซื้อควรตระหนักว่าวีซ่าประเภทนี้อยู่ภายใต้การอนุมัติของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและไม่รับประกันผลลัพธ์ 100% จึงไม่ควรตัดสินใจซื้อโดยมีวีซ่าเป็นเหตุผลหลัก แต่ควรมองวีซ่าเป็นสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมจากการครอบครองสินทรัพย์คุณภาพดี ส่วนผู้ซื้อที่มีกำลังเงินสูงกว่านั้น Thailand Privilege (Thailand Elite Visa) และวีซ่าผู้พำนักระยะยาวสำหรับผู้ครอบทรัพย์สินกว่าหนึ่งไร่ ก็ยังเป็นทางเลือกที่เสริมสภาพคล่องของตลาดระดับบนให้แข็งแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เจาะทำเล Super Prime และทำเลกำลังโต

ทำเลคือหัวใจของคอนโด Hi-End เพราะนอกจากจะกำหนดราคาต่อตารางเมตรแล้ว ยังสะท้อนความต้องการและศักยภาพผลตอบแทนในอนาคต จากข้อมูลของคอลเลียร์ส ทำเลกลางเมือง (City Area) ครอบครองจิตใจผู้ซื้อคอนโดดิเนียมชั้นบนมากกว่า 80% ของทั้งตลาด โดยสุขุมวิท ทองหล่อ ชิดลม และสาทร ให้ความสะดวกรวมถึงช่วงเวลาเดินทางต่อระบบขนส่งมวลชน ความใกล้ชิดร้านอาหารระดับพรีเมียมและศูนย์การค้าชั้นนำ ขณะที่ราคาที่ดินย่านวิทยุ เพลินจิต และชิดลม ปัจจุบันสูงกว่า 4 ล้านบาทต่อตารางวาในบางแปลง ซึ่งเป็นตัวแปลสำคัญที่ผลักดันให้ราคาโครงการระดับบนขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ

สำหรับทำเลริมน้ำเจ้าพระยา เช่น Banyan Tree Riverside และ The Residences @ Mandarin Oriental จุดขายคือความเป็น Low-Rise หรือ Boutique Residences ที่ให้ความเป็นส่วนตัวสูงสุด เหมาะกับผู้ซื้อที่มุ่งเน้นความหรูหราและเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากกว่าความสะดวกเรื่องทำเล ในขณะที่ทำเลขอบเมืองด้านตะวันออก (Eastern Fringe) อย่างบ้างนา–บางนา เอกมัยตอนปลาย หรือพัฒนาการ ได้กลายเป็นทำเลหน้ารักสำหรับนักลงทุนที่มองหาผลตอบแทนระยะยาว ด้วยราคาที่จับต้องได้กว่าและศักยภาพการเพิ่มมูลค่าในอนาคต ซึ่งสรุปเปรียบเทียบทำเลทั้งสามกลุ่มได้ดังนี้

กลุ่มทำเล จุดแข็ง เหมาะกับใคร
City Area (สุขุมวิท ทองหล่อ ชิดลม สาทร) เดินทางสะดวก ใกล้ย่านธุรกิจและไลฟ์สไตล์พรีเมียม ราคาขายต่อและเช่าต่อแข็งแรง ผู้ซื้อที่ใช้ชีวิตจริงในเมือง ผู้บริหารระดับสูง ผู้ให้เช่าแก่พนักงานบริษัทยุโรป
Riverside (ริมเจ้าพระยา) ความสงบ เป็นส่วนตัว เอกลักษณ์โปรเจกต์แบบ Boutique ผู้มีฐานะสูงที่พักอาศัยจริง เน้นคุณภาพชีวิตและความเป็นเฉพาะตัว
Eastern Fringe (บางนา เอกมัย–พัฒนาการ) ราคาเข้าถึงง่ายกว่า ศักยภาพเพิ่มมูลค่าระยะยาวจากการขยายตัวของเมือง นักลงทุนระยะยาว ผู้ซื้อรายแรกที่เลือกขึ้นบันไดสู่ตลาดลักชัวรี่

สิ่งที่ผู้ซื้อและนักลงทุนต้องเช็กก่อนตัดสินใจ

แม้ตลาดคอนโดดิเนียมชั้นบนจะคึกคัก แต่การตัดสินใจซื้อมูลค่าหลักหลายสิบล้านบาทต้องอาศัยการตรวจสอบอย่างละเอียด สิ่งแรกคือศักยภาพการเช่าต่อในยูนิตระดับสูงซึ่งขึ้นอยู่กับกลุ่มผู้เช่าจำเพาะ เช่น เจ้าหน้าที่อาวุโสของบริษัทข้ามชาติและนักการทูต จึงควรสังเกตสัดส่วนยูนิตว่างในโครงการเดิมของผู้พัฒนาเดียวกัน สิ่งที่สองคือค่าใช้จ่ายร่วมต่อเดือนในตึกชั้นบนมักสูงกว่าตึกทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญเนื่องจากบริการระดับโรงแรมและระบบความปลอดภัยเข้มงวด จึงต้องคำนวณ Net Yield จากเงินเช่าจริงลบด้วยค่าใช้จ่ายทั้งหมด

สิ่งที่สามคือความน่าเชื่อถือของผู้พัฒนาและคู่ค้าแบรนด์ในกรณี Branded Residence ซึ่งผู้ซื้อควรตรวจสอบสัญญาการใช้ชื่อแบรนด์และบริการหลังโอนว่าครอบคลุมระยะยาวหรือไม่ สิ่งที่สี่คือโควตาต่างชาติ 49% ของพื้นที่ขายนรวมต่ออาคาร ซึ่งยังเป็นข้อกำหนดปัจจุบันและเป็นกลไกสำคัญที่ควบคุมความหายากของยูนิตในตึกเดียวกันที่นักลงทุนควรตรวจสอบก่อนจอง และสิ่งสุดท้ายคือเงื่อนไขด้านภาษีและธุรกรรมสำหรับผู้ซื้อชาวต่างชาติรวมถึงกระบวนการโอนเงินจากต่างประเทศที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะการวางแผนการเงินที่ไม่ครบถ้วนอาจกลายเป็นต้นทุนแฝงที่ลดผลตอบแทนได้

บทสรุป: คอนโดดิเนียม Hi-End ปี 2569 คือตลาดของผู้เล่นระดับสูง

ตลาดคอนโด Hi-End ในปี 2569 สะท้อนภาพของตลาดที่ "เลือกผู้เล่น" อย่างชัดเจน ด้วยแรงขับเคลื่อนจากกำลังซื้อสินทรัพย์ของเศรษฐีไทยและต่างชาติ การขึ้นนำของ Branded Residence ในระดับเอเชีย และนโยบายวีซ่าที่ช่วยเชื่อมโยงการครอบครองอสังหาริมทรัพย์เข้ากับวิถีชีวิตระยะยาวในไทย ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยให้ตลาดชั้นบนยังคงเติบโตแม้ตลาดโดยรวมจะปรับตัว สำหรับผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัย จุดตัดสินใจที่ดีที่สุดคือทำเล Super Prime ที่หายากและผู้พัฒนาที่มีประวัติผลงานชัดเจน ส่วนนักลงทุนควรเน้นการเลือกที่ให้ผลตอบแทนจากเงินเช่าจริงพร้อมประเมินค่าใช้จ่ายร่วมอย่างสมจริง หากทำได้ถูกต้อง คอนโดดิเนียมระดับ Hi-End ยังคงเป็นหนึ่งในช่องทางลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่มีศักยภาพเก็บมูลค่าได้แข็งแรงที่สุดในกรุงเทพฯ ในช่วงทศวรรษนี้

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คอนโดดิเนียม Hi-End ต่างจากคอนโดทั่วไปอย่างไร

คอนโดดิเนียม Hi-End หมายถึงคอนโดมิเนียมที่ราคาตั้งอยู่ในระดับสูง ซึ่งโดยทั่วไปเริ่มต้นที่ประมาณ 300,000 บาทต่อตารางเมตรขึ้นไป มีจุดเด่นที่ทำเลหายากในงานพัฒนาโดยผู้พัฒนาระดับประเทศหรือระดับโลก วัสดุและการออกแบบมาตรฐานสากล และบริการระดับโรงแรม บางโครงการร่วมแบรนด์กับโรงแรมระดับ 5 ดาวหรือดีไซน์เฮาส์ชั้นนำ ซึ่งทำให้มีคุณค่าเชิงแบรนด์และศักยภาพเก็บมูลค่าสูงกว่าตลาดทั่วไป

2. ชาวต่างชาติซื้อคอนโดมิเนียมในไทยได้อย่างไร มีข้อจำกัดใดบ้าง

ชาวต่างชาติสามารถครอบครองคอนโดมิเนียมในรูปแบบกรรมสิทธิ์โดยมีชื่อตรง (Freehold) ได้ภายใต้โควตา 49% ของพื้นที่ขายนรวมในแต่ละอาคาร ต้องใช้เงินนำเข้าจากต่างประเทศอย่างถูกต้องและมีหลักฐานแสดงต่อกรมที่ดิน นอกจากนี้ยังมีทางเลือกอื่น เช่น เช่าระยะยาว 30 ปี หรือซื้อผ่านนิติบุคคลที่ชาวต่างชาติถือหุ้นไม่เกิน 49% ทั้งนี้ข้อเสนอเพิ่มโควตาต่างชาติยังไม่ใช่กฎหมายที่มีผลบังคับใช้ในปัจจุบัน จึงไม่ควรวางแผนโดยคาดหวังว่าข้อเสนอดังกล่าวจะผ่านการบังคับใช้

3. ลงทุน Branded Residence ให้ผลตอบแทนดีกว่าคอนโดธรรมดาที่ทำเลเดียวกันหรือไม่

ไม่มีคำตอบตายตัว เพราะ Branded Residence มักมีราคาเข้าซื้อสูงกว่าทีมี่ (พรมีเอียม) และค่าใช้จ่ายร่วมสูงกว่า แต่มักได้รับประโยชน์ตอบแทนด้วยค่าเช่าที่สูงกว่า สัดส่วนยูนิตว่างที่ต่ำกว่า และสภาพคล่องขายต่อที่ดีกว่าเพราะแบรนด์ช่วยเสริมความน่าเชื่อถือ ผู้ลงทุนควรเปรียบเทียบ Net Yield หลังหักค่าใช้จ่ายร่วมและภาษีอย่างเป็นธรรม และตรวจสอบสัญญาการจัดการหลังโอนก่อนตัดสินใจ

แหล่งอ้างอิง

บทความที่เกี่ยวข้อง

แชร์บทความ: LINE Facebook

กลับไปหน้าบทความ

บทความที่เกี่ยวข้อง

บทความล่าสุด

TH EN